ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ค่ะ และขอต่อสร้อยเพิ่มเข้าไปด้วยว่า อั่งเปาตั่วๆไก๊ ร่ำรวยมีเงินทองใช้กันทุกคนน่อ
วันจ่ายและวันไหว้ปีนี้ผ่านไปแบบเหนื่อยแทบตายเหมือนเดิม แต่จะว่าไปมันก็ไม่เหมือนเดิม พอนึกถึงสมัยก่อน(สักยี่สิบปีละกัน) ตรุษจีนที่จำได้ไม่ใช่แบบที่เป็นอยู่
ถ้าใครที่ยังมีอาม่าอากงเหล่าม่าเหล่ากงนั่งเหี่ยวยับย่นเป็นศูนย์รวมของลูกหลาน ตรุษจีนในบ้านนั้นคงไม่มีอะไรเปลี่ยนมาก ยังคงมีการไหว้ตี่จูเอี้ย(ศาลตั้งพื้น) และเหล่าเอี้ย(ศาลบนหิ้งเหนือหัว) ไหว้หอเฮียตี๋(ผีไม่มีญาติ หรือถ้าจะเรียกตามแบบผู้ใหญ่ จะเรียกว่าเหล่าเจ็ก เหล่าแปะ) นอกเหนือไปจากการตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ
ก่อนจะเริ่มพิธีทั้งหมดได้นั้น ต้องตั้งโต๊ะเล็กหน้าบ้าน ไหว้เทวดาบนฟ้า จากนั้นจึงจะตั้งของจุดธูปไหว้ตี่จู้กับเหล่าเอี้ยได้ และต้องจุดธูปสองดอก ปักที่หน้าประตูบ้านข้างละดอกเป็นการเชิญเจ้าเข้าบ้านด้วย ของไหว้ที่ใช้คือซาแซ(ของคาวสามอย่าง)หรือโหง่วแซ(ของคาวห้าอย่าง) ผลไม้ หากไม่ต้องการฟุ่มเฟือย ส้มสี่ใบนับว่าถูกธรรมเนียม น้ำชา และกระดาษไหว้เจ้าหนึ่งชุด
ซาแซนั้นได้แก่ เป็ดหนึ่งตัว หมูสามชั้นหนึ่งชิ้น และกุ้งมังกรหนึ่งตัว(กุ้งมังกรราคาแพง หายากด้วย บางบ้านใช้ปลาหมึกแห้งหรือกุ้งต้มเกลือสักห้าหกตัวก็พอแล้ว) โหง่วแซนั้นเพิ่มไก่เข้าไปหนึ่งตัว และปลาหนึ่งตัว โดยที่เป็ด ไก่ และปลาจะต้องมีหัว หาง ขาครบถ้วน หากเป็ดหรือไก่แพงเกินไป ให้ใช้ไข่เป็ดหรือไข่ไก่แทนได้ ป้ายสีแดงหรือสีชมพูไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นของไหว้
ส่วนบนโต๊ะไหว้ ครีเอทกับข้าวกันตามอัธยาศัย แต่ต้องมีซาแซหรือโหง่วแซกับผลไม้หนึ่งถาด(ส้มสี่ลูกแทนได้) ต้องมีทั้งกับข้าวที่เป็นของแห้งและน้ำ มีขนมหวาน ตั้งถ้วยข้าว ตะเกียบ ช้อน น้ำชาตามจำนวนบรรพบุรุษบนหิ้ง(คนไทยคนไหนนึกไม่ออก จะบอกว่าคนจีนแทบทุกบ้านมีหิ้งบูชาบรรพบุรุษ หิ้งหนึ่งมักมีสองคน มีรูปแขวนไว้ เป็นขาวดำเพราะเสียไปนานแล้ว ตอนเด็กๆหลอนรูปพวกนี้มาก เวลาเดินแล้วมองรูปไปด้วย เหมือนตาในรูปภาพจะมองตามเรา เฮือก) และของไหว้อื่นๆเช่นกระดาษเงินกระดาษทอง แบงก์กงเต็ก เสื้อผ้ากระดาษ ให้วางไว้ข้างโต๊ะไหว้
จะเริ่มไหว้บรรพบุรุษได้หลังจากที่ไหว้เจ้าครบหมดแล้ว ผู้ใหญ่ในบ้าน(อาวุโสสุดหรือหัวหน้าครอบครัว) จุดเทียนแดงสองเล่ม และจุดธูปสามดอกปักเป็นคนแรก จากนั้นลูกหลานในบ้านจึงจะจุดธูปไหว้ได้ และจนกว่าเทียนสองเล่มจะดับ ผู้ใหญ่คนเดิมจะต้องจุดธูปอีกสองครั้ง รวมทั้งหมดเป็นสามครั้ง พอครบสามครั้งจึงลาของไหว้โดยการ "เหี่ยง" ยกของไหว้โบกขึ้นลงสามครั้ง ต้องทำทุกชิ้น และนำกระดาษเงินกระดาษทองไปเผา
เมื่อก่อนที่บ้านจะไหว้หอเฮียตี๋ด้วย เป็นพิธีที่สิ้นเปลืองไม่ใช้น้อย พบตามบ้านคนมีเงินเท่านั้น เพราะต้องไหว้ของกินเป็นชิ้นใหญ่ๆ ส่วนใหญ่เป็นของสดของดิบ และหากเป็นกับข้าว ต้องไหว้ทั้งหม้อ เพื่อให้เหล่าเจ็ก เหล่าแปะ พอกิน การไหว้หอเฮียตี๋ถือเป็นพิธีที่หลอนพอสมควร เพราะเชื่อว่าหากไหว้แล้ว ต้องทำตลอดไป เว้นไม่ได้ มิเช่นนั้นในบ้านจะเกิดภัยภิบัติ นอกจากนั้นต้องจุดธูปหนึ่งดอกเป็นระยะ ไล่จากปากทางเข้าบ้านจนถึงโต๊ะไหว้ เด็กเล็กจะถูกกันออกจากโต๊ะนี้
ที่บ้านหยกศรีเลิกไหว้หอเฮียตี๋มาสิบปีแล้ว เลิกได้เพราะย้ายบ้าน อย่างที่บอกคือมันสิ้นเปลือง เปลืองทั้งเงินและกำลังคน ไม่รู้เป็นยังไง บ้านอื่นยิ่งนานไปลูกหลานยิ่งเยอะ แต่บ้านหยกศรียิ่งอยู่คนยิ่งน้อยลง คนเฒ่าคนแก่ล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดเหลืออาม่าคนเดียว ส่วนหลานๆก็มีแต่หลานสาว ไม่ยอมแต่งงานกันทั้งนั้น(เหตุผลที่แท้จริงคงจะเป็นเพราะการกดขี่ทางเพศในประเพณีจีน ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลัง ถึงปีนี้จะเป็นยุคไฮเทค แต่ธรรมเนียมจีนโบราณยังมีอยู่)
และหลังจากที่ไหว้ตอนกลางวันแล้ว ยังมีการไหว้ส่งเจ้าตอนกลางคืนด้วย ไหว้คล้ายๆตอนเช้า คือตั้งโต๊ะหน้าบ้าน ของไหว้มีแค่ส้มสี่ใบพอ และจุดธูป ธูปหมดเป็นอันเสร็จพิธีไหว้
พิธีการทั้งหมดหยกศรีไม่ได้อ้างอิงจากตำรา แต่เอามาจากประสบการณ์กับความจำ ไม่แน่ใจว่าถูกต้องทั้งหมดหรือเปล่า และเรียกคำต่างๆถูกต้องไหม เพราะสำเนียงแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน(บรรพบุรุษเป็นจีนแต้จิ๋วจากซัวเถา) เอามาเล่าสู่กันฟังเพราะคิดว่าลูกจีนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นพิธีเต็มรูปแบบแล้ว ขนาดบ้านหยกคงธรรมเนียมเดิมไว้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงของไหว้ไปหลายอย่าง เช่นไก่ต้มในโหง่วแซ เปลี่ยนเป็นไก่ทอด เอาสะดวกคนเป็นเข้าว่า เพราะลงท้ายคนที่ต้องกินของไหว้ก็พวกเรานี่แหล่ะ บ้านญาติยิ่งหนักกว่า เพราะมีแค่ซาแซ ส้มสี่ลูก กับข้าวสองอย่าง และขนมกรอบๆเป็นโหลๆ เพราะเค้ามีกันแค่ป้า แม่ ลูกชายสองคน ส่วนบ้านเพื่อนของน้องสาว อยู่กันแค่แม่กับลูกสาวทั้งหมดสามคน บ้านนี้ไม่มีทั้งซาแซและโหง่วแซ มีแค่ส้ม กับข้าวสองอย่าง และชอคโกแลตล้วนๆ(ไล่ตั้งแต่ป๊อกกี้ ท็อบเบอโลน เฮอร์ชี่ ไปจนถึงเฟอเรโร ลูกสาวบ้านนี้ชอบชอคโกแลตมาก ไม่ค่อยยอมกินข้าว
หยกศรีโตมากับธรรมเนียมเดิม อีกสิบปีข้างหน้าจะทำได้เหมือนเดิมหรือเปล่าก็ไม่รู้ และอีกสิบปีต่อไป ธรรมเนียมการไหว้อาจจะหายไปเลยก็ได้ ไม่อยากให้มันหายไป ถึงมันจะยุ่งยาก แต่อย่างน้อยพิธีพวกนี้ก็บอกได้ว่ารากเหง้าเราเป็นอย่างไร มาจากไหน บรรพบุรุษของเราเป็นใครและทำความดีอะไรไว้ให้เราภูมิใจบ้าง
อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปจากของเดิมเยอะคือการให้เงินวันตรุษจีนที่เรียกว่า แต๊ะเอีย (อั่งเปาหมายถึงซองแดง ไม่ใช่เงิน แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ใส่ซองแดง) แต๊ะเอีย แปลตรงความหมายคือ แตะหลัง แต่ความหมายที่แท้จริงของคำนี้คือ ถ่วงเอว สมัยก่อน เงินแต๊ะเอียเป็นเหรียญมีรู พอผู้ใหญ่ให้มาก็จะเอาเงินเหรียญนั้นร้อยเชือกผูกเอวไว้ ผูกไว้สองสามวันแล้วเอาไปเก็บ ไม่ให้ใช้ ให้ถ่วงเอาไว้เป็นสิริมงคลในวันตรุษจีนเท่านั้น เพื่อสื่อนัยยะว่าเราจะมีเงินหนักบั้นเอวไปตลอดทั้งปี
แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เงินเหรียญห้อยเอวกลายเป็นของไม่มีค่าไป(หนักแล้วซื้อของไม่ได้ด้วย) จำนวนเงินที่ให้ตามอัตภาพของผู้ให้ และให้ตามอายุ ยิ่งโตก็ยิ่งได้เยอะ ตามธรรมเนียมเดิม หากอายุเกินยี่สิบปีแล้ว เราจะไม่ได้แต๊ะเอีย เพราะสมัยก่อน อายุยี่สิบส่วนใหญ่แต่งงานมีลูกกันแล้ว แต่ปีนี้หยกศรียังได้แต๊ะเอียอยู่นะ(ได้น้อยลงเรื่อยๆ แปลผกผันกับอายุ) เพราะยังไม่ได้แต่งงาน ถ้าแต่งงานมีลูก ผู้ใหญ่จะให้แต๊ะเอียกับลูกเราแทน
ขอเล่าธรรมเนียมเงินที่ให้ญาติผู้ใหญ่นิดนึง ลูกหลานมักให้เงินแก่บุพการีในวันตรุษจีน แต่เราไม่เรียกแต๊ะเอียนะคะ จะเรียกอั่งเปาตามความหมายของซองแดงใส่เงิน คนที่เราต้องให้คือพ่อแม่และปู่ย่าตายาย อาจจะรวมไปถึงญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเหมือนพ่อแม่ด้วย เงินในซองแดงนี้จะให้เยอะกว่าแต๊ะเอีย แต่ส่วนมากแล้วผู้ใหญ่จะไม่รับไว้ทั้งหมด จะส่งคืนครึ่งหนึ่ง หรือทั้งหมดแล้วรับไว้แต่ซองตามความย่อบแย่บของลูกหลาน หากเราไม่รับคืน เงินครึ่งหนึ่งนั้นจะกลายเป็นแต๊ะเอียของลูกเราแทน
เป็นเด็กดีนี่ดีจังน้อ ตรุษจีนได้เงิน ได้กิน ของเสื้อใหม่ ได้เที่ยว เป็นผู้ใหญ่มีแต่เสียกับเสีย ต้องซื้อของไหว้ เตรียมของไหว้ จ่ายเงินแต๊ะเอีย แล้วยังจะต้องทำไปบุญสะเดาะเคราะห์ประจำปีอีก(ที่บ้านทำที่เล่งเน่ยยี่ทุกปี คนจีนในศาลเบียดกันเป็นปลากระป๋อง)
หยกศรีไม่รู้ว่าจีนเชื้อสายอื่นจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า หรือมีอะไรต่างออกไปมากน้อยแค่ไหน อยากรู้ๆ มีใครเขียนบ้างไหมคะ
สุดท้าย ไม่ได้ค่าโฆษณา แต่อยากโฆษณาให้ นิตยสารศิลปวัฒนธรรมเดือนนี้ โฟกัสที่รากเหง้าชาวจีนแต้จิ๋วค่ะ เราจะได้รู้ว่า ชนชาวแต้จิ๋วที่แท้จริงเป็นอย่างไร ต่างกับที่คนทั่วไปมองอย่างไร อยากให้ลูกหลานจีนแต้จิ๋วได้อ่านกัน(ถ้าไม่อยากซื้อ ที่ห้องสมุดโรงเรียน หรือหอสมุดมหาวิทยาลัยมีให้อ่าน) อยากให้ภูมิใจกับสิ่งที่เราเป็น จดจำและตักเตือนตัวตนของตัวเอง ไม่ไหลไปตามวัฒนธรรมแปลกปลอมที่ยัดเยียดเข้ามาทุกสารทิศ จนลืมไปว่า แท้ที่จริงนั้นเราเป็นใคร
สุดท้ายจริงๆ ใครยังมีอากงอาม่าอยู่เป็นร่มโพธิ์ในบ้าน หมั่นกอดหมั่นเอาใจหน่อยเถิด ที่คนแก่จู้จี้ขี้บ่นเพราะเขาผ่านความลำบากแบบที่เราไม่มีทางเข้าใจมา ทำให้เขามองโลกค่อนข้างโหดร้ายและน่ากลัว เอาใจนิดนะคะ เหลืออยู่ไม่กี่คนแล้ว อีกหน่อยถ้าไม่มีคนแก่หน้ายับนั่งกินขนมดูหนังจีนอยู่ในบ้านแล้วเรารู้สึกเหงา ไปหาอย่างอื่นมาแทนก็ไม่มีเหมือนนะเออ
(สนใจให้อั่งเปาหนูมั้ย